Tracking pixel คือ รูปภาพขนาด 1x1 พิกเซลที่มองไม่เห็น ซึ่งฝังอยู่ในเว็บไซต์หรืออีเมล เพื่อใช้ ติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน
แม้จะมีคำว่า Pixel อยู่ในชื่อ แต่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเห็นเป็นจุดหรือรูปภาพบนหน้าจอ
ในหลายกรณี Tracking Pixel อาจเป็นไฟล์ภาพขนาดเล็กมาก เช่น 1 × 1 Pixel หรือเป็นกลไกที่ทำงานอยู่เบื้องหลังหน้าเว็บจนเราแทบมองไม่เห็น
ลองนึกภาพว่า Tracking Pixel เป็นเหมือน "ป้ายเล็ก ๆ สำหรับส่งสัญญาณว่ามีคนมาถึงแล้ว"
เมื่อคุณเปิดหน้าเว็บ Browser ของคุณจะโหลดองค์ประกอบต่าง ๆ ของหน้านั้น เช่น
• ตัวอักษร
• รูปภาพ
• วิดีโอ
• ปุ่มต่าง ๆ
• โปรแกรมหรือ Script ที่ช่วยให้เว็บไซต์ทำงาน
หากหน้าเว็บมี Tracking Pixel อยู่ด้วย Browser อาจส่งคำขอไปยัง Server ที่เกี่ยวข้องเพื่อโหลด Pixel นั้น
การส่งคำขอนี้สามารถทำให้ระบบทราบว่า มี Browser เครื่องหนึ่งเข้ามาเปิดหน้านั้นแล้ว และอาจบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นตามการออกแบบของระบบ
ตัวอย่าง: คุณเปิดหน้าเว็บไซต์ ลองสมมติว่าคุณเข้าไปดูหน้าสินค้าหนึ่งหน้า
เบื้องหลังอาจเกิดเหตุการณ์ประมาณนี้
ขั้นที่ 1: คุณเปิดเว็บไซต์
ขั้นที่ 2: Browser โหลดเนื้อหาของหน้าเว็บ
ขั้นที่ 3: Browser โหลด Tracking Pixel หรือโค้ดติดตามที่อยู่ในหน้า
ขั้นที่ 4: มีการส่งสัญญาณกลับไปยังระบบว่า
"มีผู้ใช้เข้ามาดูหน้านี้แล้ว"
ระบบอาจบันทึกเหตุการณ์ว่า
• มีการเปิดหน้าเว็บ
• เปิดหน้าใด
• เปิดเมื่อเวลาใด
• มาจากแหล่งใด เช่น ลิงก์ใน Email หรือโฆษณา
ข้อมูลที่ระบบได้รับจริงอาจแตกต่างกันไปตามการตั้งค่าทางเทคนิค การออกแบบเว็บไซต์ และเทคโนโลยีที่ใช้งาน
Tracking Pixel ใช้ทำอะไรได้บ้าง? Tracking Pixel สามารถใช้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น
• มีคนเปิดหน้าเว็บไซต์
• มีคนเข้าดูสินค้าชิ้นหนึ่ง
• มีคนคลิกปุ่ม
• มีคนสมัครสมาชิก
• มีคนซื้อสินค้า
• มีคนเปิด Email
• มีคนมาจากโฆษณาหรือ Campaign ใด
เหตุการณ์เหล่านี้มักใช้เพื่อช่วยวัดผลว่าเว็บไซต์หรือโฆษณาทำงานได้ผลเพียงใด ตัวอย่างเช่น บริษัทส่ง Email โฆษณาไปยังลูกค้า 10,000 คน บริษัทอาจต้องการรู้ว่า
• มีคนเปิด Email กี่คน
• มีคนคลิกลิงก์กี่คน
• หลังจากคลิกแล้ว มีคนซื้อสินค้ากี่คน
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บริษัทวัดผลของ Campaign ได้
ตัวอย่าง: Tracking Pixel ใน Email Tracking Pixel ใน Email เป็นตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่าย
สมมติว่าบริษัทส่ง Email ข่าวสารถึงคุณ
ภายใน Email อาจมีภาพขนาดเล็กมากซ่อนอยู่ ซึ่งโหลดจาก Server ของบริษัทหรือผู้ให้บริการระบบ Email
เมื่อคุณเปิด Email และโปรแกรม Email ของคุณโหลดภาพจาก Server นั้น ระบบอาจได้รับสัญญาณว่า
"Email ฉบับนี้อาจถูกเปิดแล้ว"
จึงสามารถนำไปใช้วัดผล เช่น จำนวน Email ที่ถูกเปิด
อย่างไรก็ตาม การวัดผลไม่ได้สมบูรณ์เสมอไป เพราะโปรแกรม Email และระบบความเป็นส่วนตัวสมัยใหม่บางชนิดอาจบล็อก โหลดล่วงหน้า หรือจัดการรูปภาพด้วยวิธีอื่น ทำให้การตีความว่า "ผู้ใช้เปิดอ่านจริง" มีข้อจำกัด
ทำไมผู้ใช้จึงมักไม่รู้ว่ามี Tracking Pixel?
เพราะ Tracking Pixel มักไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มองเห็น
มันอาจเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
ลองเปรียบเทียบกับการเดินเข้าร้านค้า
คุณเดินเข้าไปดูสินค้า
คุณอาจไม่เห็นคนที่กำลังนับจำนวนลูกค้าอยู่
แต่เมื่อคุณเดินผ่านประตู ระบบอาจบันทึกว่า
"มีลูกค้าเข้าร้านเพิ่มอีก 1 คน"
Tracking Pixel ก็มีแนวคิดคล้ายกัน คือช่วยส่งสัญญาณว่า เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแล้ว
Tracking Pixel ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป การมี Tracking Pixel ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นั้นกำลังทำสิ่งที่อันตรายหรือไม่ปลอดภัย
เว็บไซต์และธุรกิจอาจใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่มีประโยชน์ เช่น
• วัดจำนวนผู้เข้าชม
• ตรวจสอบว่า Email Campaign ทำงานได้ผลหรือไม่
• วิเคราะห์ว่าเว็บไซต์ส่วนใดมีปัญหา
• วัดจำนวนการสมัครสมาชิกหรือการซื้อสินค้า
ประเด็นด้าน Privacy จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า
"มี Tracking Pixel หรือไม่มี?"
เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามต่อว่า
• มีการเก็บข้อมูลอะไร?
• เก็บเพื่อวัตถุประสงค์ใด?
• เชื่อมโยงเหตุการณ์กับตัวบุคคลหรือบัญชีหรือไม่?
• มีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อการติดตามหรือโฆษณาหรือไม่?
• ข้อมูลถูกส่งต่อไปยังบุคคลหรือบริการอื่นหรือไม่?
สรุปง่าย ๆ
Tracking Pixel สามารถเปรียบได้กับ
"ตัวส่งสัญญาณเล็ก ๆ ที่บอกระบบว่า มีบางเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว"
เช่น
เปิดหน้าเว็บ → ส่งสัญญาณ
เปิด Email → ส่งสัญญาณ
ดูสินค้า → ส่งสัญญาณ
สมัครสมาชิก → ส่งสัญญาณ
ซื้อสินค้า → ส่งสัญญาณ
ตัว Tracking Pixel เองเป็นเพียงเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจจับหรือบันทึกเหตุการณ์
สิ่งสำคัญในมุมมอง Privacy คือ ข้อมูลอะไรถูกส่งไปพร้อมกับสัญญาณนั้น ใครได้รับข้อมูล และข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้อย่างไร
Image: unsplash.com